บทบาทปากีสถานในเวทีโลก กับความพยายามกู้วิกฤตพลังงาน สหรัฐฯ-อิหร่าน
Wiki Article
ในช่วงเวลานี้ สังคมโลก กำลังจับตามอง วิกฤตการณ์ ระหว่างประเทศ ณ เมืองหลวงของปากีสถานอย่างใกล้ชิด การประชุมนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ ข่าวการเมืองธรรมดา แต่ ทุกคำพูด ทุกย่างก้าว ของเหล่านักการทูต และ ผู้มีอำนาจ ที่เดินทางมารวมตัวกันในกรุงอิสลามาบัด กำลังเป็นตัวแปรสำคัญในการ กำหนด ว่า ราคาน้ำมันดิบโลก ห่วงโซ่อุปทานสินค้า และ ระบบเศรษฐกิจโลก จะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดในอนาคตอันใกล้ สำหรับ ประชากรยุคใหม่ ที่อาจจะ มองว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาเป็น สิ่งที่ไม่ส่งผลกระทบ ขอบอกตรงๆ เลยว่า ไม่ใช่แบบนั้นเลย ตราบใดที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็น เส้นเลือดใหญ่ ในการขนส่งน้ำมันดิบเกือบ 20% ของโลก ยังคงเผชิญกับ การปิดกั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ ราคาพลังงานในชีวิตประจำวัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ของผู้ประกอบการไทย ส่งผลถึงกระเป๋าเงินของเราทุกคน
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราต้องย้อนกลับไปดู ฉากทัศน์ ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นชนวนเหตุ โดยเรื่องราวทั้งหมด เริ่มต้นขึ้นจากการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ครั้งใหญ่ ต่อประเทศอิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร โครงการนิวเคลียร์ และระบบขีปนาวุธ รวมถึงการสร้างความสูญเสีย ต่อบุคคลระดับสูง แน่นอนว่า ทางฝั่งอิหร่านได้ทำการ ตอบแทน ด้วยการส่งจรวดและโดรนโจมตี ฐานทัพและพันธมิตร และที่สำคัญที่สุดคือการประกาศ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ ของตลาดพลังงานโลก โดยพฤตินัย
เมื่อการสู้รบ ดำเนินมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง รัฐบาล ปากีสถานก็ได้ก้าวเข้ามา ทำหน้าที่ เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝั่ง จนกระทั่งสามารถ บรรลุข้อตกลง มาตรการหยุดยิงชั่วคราว เพื่อสร้างโอกาส นำไปสู่กระบวนการเจรจาโต๊ะกลม ครั้งประวัติศาสตร์ ในกรุงอิสลามาบัด ซึ่งแม้ว่าจะใช้เวลา หลายสิบชั่วโมง แต่ ผลลัพธ์ที่ได้ ก็ยังไม่สามารถ เกิดข้อสรุปที่ลงตัว
ในการประชุม รอบแรกที่เมืองหลวงของปากีสถาน เป็นศูนย์รวมของ คณะผู้แทนระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญ ของทั้งสองฝ่าย โดยทางฝั่งสหรัฐฯ ได้ส่งทีมงาน จำนวนมาก ที่นำโดยผู้บริหารระดับสูงและทูตพิเศษ ทางด้าน คณะผู้แทนของอิหร่านก็ประกอบด้วย แกนนำคนสำคัญ ทว่า ประเด็นหลักที่ทำให้การหารือ ต้องหยุดชะงัก มีอยู่สองประเด็นใหญ่ ที่ยากจะประนีประนอม คือ:
ความล้มเหลว ในการเจรจารอบดังกล่าว แสดงให้เห็น ช่องว่างทางความคิด ที่ซับซ้อน แม้ว่าจะมีรายงานข่าวว่าทั้งสองฝ่าย เกือบที่จะ บรรลุข้อตกลงในบางหัวข้อแล้วก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไข เชิงลึก ทำให้โต๊ะเจรจาในรอบแรก ไม่อาจสร้างปาฏิหาริย์ได้
เมื่อเข้าสู่ ช่วงเวลาต่อมา สถานการณ์ทางการทูต ทวีความซับซ้อนและ น่าจับตามองอย่างยิ่ง มีรายงานว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้เดินทางถึง พื้นที่เจรจาในปากีสถาน ทว่าในขณะเดียวกัน จากทางโฆษกอย่างเป็นทางการ ที่ระบุว่า ยังไม่มีกำหนดการที่จะประชุม แบบเผชิญหน้า กับทางคณะผู้แทนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทางด้าน ทำเนียบขาวเองก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า คณะทำงานและที่ปรึกษาพิเศษ มีความพร้อมที่จะเดินทางไป รับฟังข้อเสนอ แต่แล้วความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง
ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิก ภารกิจการทูต อย่างกะทันหัน พร้อมระบุว่า ข้อเสนอและเอกสารที่ได้รับจากฝั่งตรงข้าม ยังไม่ดีพอ และไม่คุ้มค่ากับการเดินทางระยะไกล พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวทาง การสื่อสารผ่านช่องทางโทรศัพท์ และการทูตทางอ้อมแทน กระบวนการนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวว่า คณะผู้แทนของอีกฝ่าย เดินทางกลับจาก เมืองหลวงปากีสถานไปแล้ว ทำให้โอกาสในการสร้างความร่วมมือ ต้องสิ้นสุดลง กลายเป็นเพียงโต๊ะที่ว่างเปล่า
เพื่อให้เข้าใจ ถึงความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์และบทบาทของ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่ทางทะเล ที่มีความกว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ทำหน้าที่เป็น เส้นทางหลัก ของพลังงานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวเปอร์เซีย คิดเป็นสัดส่วนมหาศาล จากสถิติ การค้าพลังงานทั่วโลก กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ต้องอาศัย เส้นทางคมนาคมนี้ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นับตั้งแต่ วิกฤตการณ์ปิดล้อมทางทะเล รวมถึงการสกัดกั้น การเผชิญหน้า ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อมีการตรวจพบการวางทุ่นระเบิด ซึ่งทางหน่วยงานความมั่นคง ได้ประเมินว่า กระบวนการในการเคลียร์พื้นที่และการกู้ภัย ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี อันส่งผลให้ ต่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถ บรรลุความเข้าใจ ในวันนี้ การคมนาคมขนส่งทางทะเล ให้กลับมา สมบูรณ์ 100% จำเป็นต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล
ท่ามกลาง วิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ทรัมป์คว่ำบาตรอิหร่าน บทบาทที่น่าสนใจ คือความพยายามของประเทศปากีสถาน ในการทำหน้าที่ แม้ว่าที่ผ่านมาปากีสถาน จะไม่ได้แสดงบทบาท ผู้ไกล่เกลี่ยหลักในเวทีการเมืองระดับโลก แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ คณะทำงานฝ่ายความมั่นคง สามารถรักษาความสัมพันธ์และ ช่องทางการสื่อสาร กับทั้งทางฝั่งวอชิงตันและเตหะราน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดทางการทูตนี้ ถูกเรียกว่า "กระบวนการอิสลามาบัด" หวังที่จะ เปลี่ยนการหารือแบบเฉพาะกิจ ให้เป็น กรอบความร่วมมือและการทูตในระยะยาว อันเป็นปัจจัยบวก เพราะมันหมายความว่า ถึงแม้ว่าโต๊ะเจรจาในปัจจุบันจะว่างเปล่า แต่ช่องทางในการติดต่อและ แนวทางในการแก้ปัญหา พลังงาน ไม่ได้ถูกปิดตายลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเหล่านักลงทุนและ ภาคธุรกิจทั่วโลก ยังคงต้องติดตาม อย่างใกล้ชิดต่อไป
Report this wiki page